-- Sentence Types -

 

7.1  ประเภทของประโยค

        ประโยคแบ่งออกตามลักษณะการนำไปใช้ได้ 4 ประเภท คือ

          7.1.1  ประโยคบอกเล่า (declarative sentence)

                 หมายถึง ประโยคที่บอกข้อมูลหรือแสดงข้อความบอกเล่า เช่น      

                          Sue is going to school on foot.
                          Mike is riding his bicycle to school.
                          Sue is going to school on foot, but Mike is riding his bicycle to school.
                          The boat hit a big rock.
                          The boat sank to the bottom of the river.
                          The boat hit a big rock, and it slowly sank to the bottom of the river.
                          When the boat hit a rock, it slowly sank to the bottom of the river.
                          All of those trees will be cut down.

                  การเปลี่ยนประโยคเหล่านี้ให้มีรูปและความหมายปฏิเสธทำได้โดย
                   1. เติม not  ในประโยค   ดังนี้      

                      ประโยคที่เป็น present simple tense ต้องใช้ do/does ช่วยในประโยค เช่น

                          The boy gets up at six o'clock on weekends.
                                        
                          The boy does not get up at six o'clock on weekends.

                          I play tennis on Saturdays.
                               
                          I do not play tennis on Saturdays.

                          ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 3 เอกพจน์   ต้องใช้   does + not + V base form
                          ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 3 พหูพจน์   บุรุษที่ 1 หรือ บุรุษที่ 2 ให้ใช้  

                          do + not + V base form

                      ประโยคที่เป็น   past simple tense ต้องใช้ did ช่วยในประโยค ดังนี้

                          The boy got up at six o'clock yesterday.
                                        
                          The boy did not get up at six o'clock yesterday.

                          The boys got up at six o'clock yesterday.        
                                          
                          The boys did not get up at six o'clock yesterday.

                          I played tennis last Saturday.
                                 
                          I did not play tennis last Saturday.
                          ใช้   did + not + V base form  ได้กับประธานของประโยคทุกเพศและบุรุษ

                      ประโยคที่เป็น   tense อื่น ๆ   ซึ่งมีกริยาช่วยอยู่แล้ว   ให้ใส่ not  หลังกริยาช่วย  

                          ถ้ามีกริยาช่วยมากกว่า 1  ตัว ใส่ not หลังกริยาช่วยตัวแรก ในประโยค ดังนี้

                          The students are doing their homework.
                                                  
                          The students are not doing their homework.

                          The teacher has written the words on the board.
                                                   
                          The teacher has not written the words on the board.

                          Sandra will go to the party.
                                                                             
                          Sandra will not go to the party.

                          Norma has been working for the company since 2009.
                                                
                          Norma has not been working for the company since 2009.


                   2. ใช้คำที่ให้ความหมายเป็นปฏิเสธเติมในประโยค   เช่นคำต่อไปนี้    rarely, seldom,

never, etc. ซึ่งมักจะเป็น   simple tense โดยวางคำเหล่านี้ไว้หน้ากริยา   ดังตัวอย่างต่อไปนี้
                          Wendy plays tennis on Saturdays.  
                                       
                          Wendy rarely plays tennis on Saturdays.  

                          Peter goes to the beach on Sundays.  
                                     
                          Peter seldom goes to the beach on Sundays.  
                                                    
                          Sandy played tennis on Saturdays.  

                                       
                          Sandy never played tennis on Saturdays.

7.1.2  ประโยคคำถาม ( interrogative sentence)

                หมายถึง ประโยคหรือกลุ่มคำที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านให้คำตอบ  

ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบสั้น ๆ ว่า   yes   หรือ   no  หรือเป็นคำตอบที่เป็นคำเดียว เป็นกลุ่มคำ หรือเป็นประโยค    เช่น
                          Q:    Is this your book?
                          A:   Yes. / Yes, it's mine.
                          Q:   Have you got the time?   
                          A:   It's five to nine.  
                          Q:   Where do you study?
                          A:   At Sukhothai Thammathirat Open University.
                          Q:  What is your major?
                          A:   English.  I major in English.
                          Q:  You like Thai food, don't you?
                          A:  Oh yes. Very much.

                ประเภทของประโยคคำถาม
                    1.  Yes/No questions   ได้แก่คำถามที่ผู้ตอบมักจะต้องตอบรับหรือตอบปฏิเสธ คือ ตอบ   yes หรือ   no  คำถามประเภทนี้ สร้างขึ้นจากประโยคบอกเล่า   ในประโยคที่ใช้ tense ต่าง ๆที่มีกริยาช่วย หรือในประโยค ที่มี BE เป็นกริยาแท้เป็น   present simple tense หรือ past simple tense มักวางประธานและกริยา สลับที่กันกลายเป็นประโยคคำถาม Yes/No questions  การตอบคำถามส่วนมากจะเริ่มด้วยคำตอบ yes หรือ  no  ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ตอบต้องการสื่อและตามด้วยข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งอาจจะเป็นข้อความสั้น ๆ ที่อยู่ในรูปของ   declarative sentence ดังตัวอย่าง

Declarative Sentence

Question

Answer

That is our new English teacher.

Is that our new English teacher?

Yes./ Yes, that's right./ Yes, it is.

I am from Thailand.

Are you from Thailand?

Yes, I am.

He is studying at my university.

Is he studying at your university?

Yes, he is. 

He has left for the airport.

Has he left for the airport?

Yes./ Yes, he has.

 

                    ประโยคที่มีกริยาอื่น ๆ เช่น walk, play, leave, study, etc.   เป็นกริยาแท้และอยู่ใน present simple tense ต้องใช้กริยาช่วย   do  หรือ   does ในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่าง  

Declarative Sentence

Question

Answer

He walks to school.

Does he walk to school?  

Yes./ Yes, he does.

They play tennis.

Do they play tennis?

Yes, they do./ No, they don't.

I play badminton.      

Do you play badminton?      

Yes, I do./ No, I don't.

We like Italian food.

Do you like Italian food?

Yes, we do./ No, we don't.


                    ใช้กริยาช่วย   did ในประโยคที่มีกริยาแท้อยู่ใน past simple tense  เมื่อเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถาม    ดังตัวอย่าง

Declarative Sentence

Question

Answer

Korn studied in Bangkok.

Did Korn study in Chiang Rai?

No, he didn't.  He studied in Bangkok.

The boys studied in Bangkok.

Did the boys study in Bangkok?

Yes, they did./ No, they didn't.


                    ในประโยคที่มี   do  และ have เป็นกริยาแท้และอยู่ใน present simple tense ต้องใช้กริยาช่วย   do  หรือ   does ในประโยคคำถาม   และใช้กริยาช่วย   did เมื่อ do  หรือ have อยู่ใน past simple tense   ดังตัวอย่าง  

Declarative Sentence

Question

Answer

He does his homework after school.

Does he do his homework after school?  

Yes, he does./ No, he doesn't.

They always do the work by themselves.

Do they always do the work by themselves?

Yes, they do./ No, they don't.

I did that alone. 

Did you do that alone?      

Yes, I did./ No, I didn't.

We have Italian food once a week.

Do you have Italian food once a week?

Yes, we do./ No, we don't.

We had Chinese food yesterday.

Did you have Chinese food yesterday?

Yes, we did./ No, we didn't.

2. Wh-questions  ด้แก่คำถามที่ผู้ตอบจะต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ถามตาม Wh-word ที่วางไว้ต้นประโยคคำถาม    เช่น
                          Q:   Where did Korn study?  
                          A:  He studied in Bangkok.    
                        Wh-words ซึ่งใช้นำหน้าประโยคคำถาม ได้แก่คำต่อไปนี้     who ( ใคร = subject), whom ( ใคร = object), what ( อะไร = subject และ object), when ( เมื่อไร) , where ( ที่ไหน) ,
how ( อย่างไร) , which ( คน/อัน/สิ่งไหน) , whose ( ของใคร) , why ( ทำไม) การสร้างประโยคคำถามด้วย Wh-words

                      Who ใช้เมื่อถามถึงประธานของประโยคที่เป็นคน   เช่น

                          Subject              Verb               (Object)
                          John                telephoned.
                             2 
                          Who                telephoned?

 

                              Subject             Verb                 (Object)
                          John               telephoned          Mary.
                             2 
                          Who            telephoned?
การเรียงคำในประโยคคำถามเหมือนการเรียงคำในประโยคบอกเล่าดังนี้

Wh-word (= ประธานของประโยค) + กริยา (= present simple หรือ past simple)?
Wh-word (= ประธานของประโยค) + กริยา (= aux. verb + main verb เมื่อเป็น tense อื่น) ?   

                      นอกจาก   who ที่ใช้ถามถึงประธานของประโยคแล้วยังใช้ what, which, whose, how many ได้ ซึ่งเรียงคำในประโยคแบบเดียวกับ   who 

                      Whom ใช้เมื่อถามถึงบุคคลที่เป็นกรรมของประโยค   เช่น

                           Subject             Verb           (Object)
                       John         telephoned        Mary.
                                 1

                      Whom          did John      telephone?

 

                      หมายเหตุ   ปัจจุบันนิยมใช้   who  แทน   whom  โดยเฉพาะในภาษาพูดและภาษาไม่เป็นทางการ

 

                      การเรียงคำในประโยคคำถาม    ประธานของประโยค จะต้องวางสลับกับ กริยาช่วย   ดังนี้
                      -  ในประโยคที่ใช้ tense ต่าง ๆ ที่มีกริยาช่วย วางประธานและกริยาช่วยสลับที่กัน    ในประโยคที่มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple tense หรือ past simple tense ต้องวางประธานและกริยา BE สลับที่กัน  
                  -  ในประโยคที่มีกริยาอื่น เช่น   walk, buy, come, etc. เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple ต้องใช้ does  วางหน้าประธานที่เป็นบุรุษที่ 3 เอกพจน์   และใช้ do  วางหน้าประธานที่เป็นบุรุษอื่น ๆ   แล้วเปลี่ยนกริยาแท้ให้อยู่ในรูป V base form วางไว้หลังประธาน   ถ้ากริยานั้นเป็น   past simple ให้ใช้   did  วางหน้าประธานได้ทุกบุรุษ แล้วเปลี่ยนกริยาแท้ให้อยู่ในรูป   V base form วางไว้หลังประธาน

             

                      Whose ใช้เพื่อถามว่าใครเป็นเจ้าของของสิ่งของสิ่งหนึ่งหรือจำนวนหนึ่ง   ใช้คังนี้  

                           whose:  Whose are these?   หรือ
                           whose + noun:  Whose car ran the fastest?  ประโยคคำถามนี้   “Whose car”

                       เป็นประธานของประโยค   รูปประโยคมีลักษณะดังนี้
                           whose + noun (= ประธานของประโยค) + กริยา (= present simple หรือ past simple)
                           Whose book are you reading ? ประโยคคำถามนี้   Whose book เป็นกรรมของประโยค

                       รูปประโยคมีลักษณะดังนี้
                           whose + noun (= กรรม) + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      Which   ใช้เพื่อถามว่า คนไหน/อันไหน/สิ่งไหน     ใช้ในลักษณะเดียวกับ whose คือมีนามตามมา หรือไม่มีคำนามตามมา    และใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยคก็ได้   เช่น

                           Which car ran the fastest? (Which car = subject) การเรียงคำในประโยค

                       มีลักษณะดังนี้  
                           which + noun (= ประธานของประโยค) + กริยา (= present simple หรือ past simple)
                           Which book did you buy ? (Which book = object) การเรียงคำในประโยค

                       มีลักษณะดังนี้  
                           which + noun (= กรรม) + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      What   มีความหมายว่าอะไร   ส่วนมากใช้เพื่อถามถึงสิ่งของ   มีคำนามตามมา  

                       หรือไม่มีคำนามตามมาก็ได้   และใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยคได้    เช่น

                           What made that noise? (What = subject)
                           What animals live on plants?  (What animals = subject) การเรียงคำในทั้ง

                       2 ประโยค มีลักษณะดังนี้   what/ what + noun (= ประธานของประโยค) + กริยา

                       (= present simple หรือ past simple)                                   
                           What did he drink ? (What = object)
                           What musical instrument does he play ? (What musical instrument = object)

                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้  
                           what/ what + noun (= กรรม) + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      When   มีความหมายว่าเมื่อไร ใช้ถามถึงเวลาซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค     เช่น

                           When did he leave ?
                           When will they arrive ?
                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้  
                            when + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      Where มีความหมายว่าที่ไหน   ใช้ถามถึงสถานที่     ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค    

                            Ex:   Where are the boys?
                                  Where were the boys?
                            ใน   2  ประโยคนี้มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน  present simple tense และ  past simple tense

                       ต้องวางประธานและกริยา BE สลับที่กันดังนี้  
                            where +   BE   (= กริยาแท้) + ประธาน
                            Ex: Where did he study ?
                                  Where are they going ?
                            ในประโยคที่กริยาแท้เป็นกริยาอื่น เช่น study, go walk, eat, etc.  การเรียงคำในประโยค

                       ต้องมีลักษณะดังนี้  
                            where + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      Why มีความหมายว่าทำไม   ใช้ถามถึงเหตุผล   ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค   เช่น

                            Why did he leave early?
                            Why is he crying ?
                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้  
                            why + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

 

                      How มีความหมายว่าอย่างไร   ใช้ถามถึงลักษณะการกระทำว่าเป็นอย่างไร

                       ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค    

                            Ex:   How are the boys?
                                   How were the boys?
                            ใน 2  ประโยคนี้มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple tense และ  

                       past simple tense ต้องวางประธานและกริยา   BE   สลับที่กันดังนี้  
                            how +   BE   (= กริยาแท้) + ประธาน
                            Ex:   How did he go to school?
                                    How are they going to the station?
                            ในประโยคที่กริยาแท้เป็นกริยาอื่น เช่น study, go, walk, eat, etc. 

                       การเรียงคำในประโยค ต้องมีลักษณะดังนี้  
                            how + กริยาช่วย + ประธาน + กริยาแท้

                            how ใช้กับคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ได้   เช่น
                            How old is the boy?
                            How often did he go to the cinema?
                            How many people came to the party?
                            How much water must we drink?
                            สำหรับ   how many + N และ how much + N  ใช้เป็นประธานได้และเรียงคำ

                       ในประโยคเหมือน who  หรือใช้เป็นกรรมของประโยคและเรียงคำในประโยคเหมือน whom

ตัวอย่างการตั้งคำถามและการตอบคำถามให้สอดคล้องกับคำถาม

QUESTION

ANSWER

Wh-word as subject

Aux. verb       

Main verb  

Others (Adv. / Prep phr.)

Who

 

came

yesterday?

Lily.

Who

 

is

in the room?

Peter.

Who

has

got

John's address?

The secretary.

Which boy

 

won

the game?

Henry from Class A.

Whose student

is going to 

enter

the competition?

Mr. Brown's.

What

 

made

him cry?

The loud noise.

 

การเรียงคำในประโยคคำถามข้างต้นเหมือนในประโยคบอกเล่า

QUESTION

ANSWER

WH-word

Aux. verb  

Subject  

Aux. verb

Main verb

Others (Adv./Prep phr.)

Whom

did

you

 

ask?

 

His father.

What

is

he

 

doing?

 

He's studying for the exam.

Why

did

she

 

leave

early?

She wasn't feeling well.

When

will

he

 

move

to Bangkok ?

Soon./ Next month.

Where

does 

he

 

live?

 

He lives on Wireless Road.

How

did

you

 

open

that can?

I used this opener.

How long

has

he

been

working

there?

For 4 years.

                       การเรียงคำในประโยคคำถามข้างต้น    ประธานของประโยค จะต้องวางสลับกับกริยาช่วย
                       การตอบคำถามผู้ตอบจะต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ถามตาม Wh-word ที่วางไว้ต้นประโยคคำถาม   

3.  Tag Questions   ได้แก่คำถามที่ส่วนหน้าเป็นรูปประโยคบอกเล่าหรือรูปประโยคปฏิเสธ และต่อท้ายหรือต่อส่วนสร้อยด้วยข้อความสั้น ๆ มีรูปเป็นคำถามคือ วางประธานและกริยาสลับที่กัน

Tag question มีโครงสร้างดังนี้
                            ประโยคบอกเล่า , ส่วนสร้อยกริยาอยู่ในรูปปฏิเสธ  
                            ผู้ถามคาดหวังคำตอบ yes  
                                Peter has already gone home, hasn't he?
                            ประโยคปฏิเสธ , ส่วนสร้อยกริยาอยู่ในรูปบอกเล่า
                            ผู้ถามคาดหวังคำตอบ no  
                                Peter hasn't gone home yet, has he?
                            ส่วนที่เป็นคำถามต่อท้ายของ tag question จะประกอบด้วยกริยาช่วยและประธานที่เป็นคำสรรพนาม กริยาช่วยจะเป็นกริยาช่วยตัวเดียวกับที่อยู่ในส่วนหน้า   แต่เป็นรูปที่ต่างกัน คือ ถ้าส่วนหน้าเป็นรูปประโยคบอกเล่า   กริยาช่วยส่วนท้ายจะเป็นรูปปฏิเสธย่อ     ถ้าส่วนหน้าเป็นรูปประโยคปฏิเสธ กริยาช่วยส่วนต่อท้ายจะเป็นบอกเล่า     เช่น
                                John can come, can't he?
                                John can't come, can he?
                                Your sister has arrived, hasn't she?
                                Your sister hasn't arrived, has she?
                                Henry is working in the garden, isn't he?
                                Henry isn't working in the garden, is he?
                            ถ้าประโยคบอกเล่าส่วนหน้ามีกริยาแท้ที่เป็น present tense  ส่วนสร้อยจะต้องใช้ don't  หรือ   doesn't  แทนกริยาเดิม    ถ้ากริยาแท้เป็น past tense ส่วนสร้อยจะต้องใช้ didn't  เช่น
                                You like Chinese food, don't you?
                                He always comes to class late, doesn't he?
                                Jim came home late, didn't he?
                            ถ้าประโยคบอกเล่าส่วนหน้ามีกริยา BE หรือ have  เป็นกริยาแท้   ส่วนสร้อยจะใช้กริยา BE หรือ have  รูปปฏิเสธ    เช่น
                                He was late, wasn't he?
                                She has two children, hasn't she?
                                แต่    I am late, aren't I?  ( รูปปฏิเสธของ am   ให้ใช้  aren't)

                            การทำประโยคคำสั่งเป็น tag question    ให้เติม    ‘will you?'/ ‘won't you?'/ ‘can't you?' ต่อท้ายซึ่งใช้เมื่อพูดขอร้องโดยอาจจะแสดงถึงความรำคาญ หรือในการเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง   และสำหรับพูดขอร้องธรรมดา   อาจจะใช้   could you?/ can you?/ would you? ต่อท้ายประโยคคำสั่ง    เช่น  
                                Stop talking, will you?
                                Sit down, will you?
                                Stop making that noise, can you?
                                Come a little bit early, can you?

 

      7.1.3    ประโยคคำสั่ง   (imperative sentence) ได้แก่ประโยคที่เริ่มต้นประโยคด้วย V1  ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 2  คือ you    ซึ่งเป็นผู้ฟังหรือผู้อ่านที่ละไว้   แต่ถ้าเป็นคำกริยา BE   จะอยู่ในรูป V base form  ประโยคคำสั่งนี้ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้เพื่อบอกให้ผู้ฟัง/ผู้อ่านปฏิบัติตามคำสั่ง พูดเชื้อเชิญ พูดขอร้อง ฯลฯ ของผู้พูด ทั้งนี้ น้ำเสียงของผู้พูดจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้พูดและผู้ฟัง รวมทั้งเจตนาในการสื่อความ เช่น  

Imperative Sentences

คำสั่ง
Order

คำเตือน
Warning

ขอร้อง
Request

แนะนำ
Suggestion

เชื้อเชิญ
Invitation

- Stop talking.

X

X

- Write the exercise in blue ink.

X

X

- Wake me up at six.

X

X

- Pass me the salt, please.

X

- Please sit down. / Sit down, please.

X

X

X

- Please make yourself at home.

X

X

- Don't forget to bring the book.

X

- Never forget to do your homework.

X

- Don't make a loud noise. The baby is sleeping.

X

X

- Always take an umbrella wherever you go.

X

X

- Don't be naughty.

X

- Be quiet.

X

                 จากตัวอย่าง   ประโยคคำสั่งทำเป็นประโยคปฏิเสธได้โดยการเติม   do not หรือ don't ไว้หน้าคำกริยา

                 แม้ผู้พูดบางคนอาจเติม please ในประโยคด้วย ประโยคเหล่านั้นยังคงเป็นประโยคคำสั่งอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาการใช้ของผู้พูด

7.1.4    ประโยคอุทาน (exclamatory sentence) การอุทานนอกจากผู้พูดกล่าวคำอุทานเป็นคำ ๆ หรือเป็นกลุ่มคำ ยังกล่าวคำอุทานเป็นประโยคด้วย   ประโยคอุทาน ได้แก่ประโยคที่ผู้พูดกล่าวคำพูดที่แสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ดีใจ ประหลาดใจ   ผิดหวัง   เสียใจ ฯลฯ ของตน    เช่น
                                How slow this bus is!
                                How lovely you are!
                                What a beautiful day it is!
                                What a large house it is!

                 ประโยคอุทานมีโครงสร้างดังนี้
                 1)  ประโยคอุทานที่เริ่มต้นด้วย   how  บางโครงสร้างเป็นประโยค เช่น   ‘How lovely your garden is!' แต่บางโครงสร้างมีลักษณะเป็นกลุ่มคำ ( phrase) เช่น
                                How + adjective  
                                How strange!  ( ไม่มีคำกริยา จึงมีลักษณะเหมือนกลุ่มคำ)
                                How + adjective + subject + verb
                                How funny he looks!
                                How + adverb + subject + verb
                                How fast he runs!
                                How + subject + verb
                                How you've grown!

                 2)  ประโยคอุทานที่เริ่มต้นด้วย   what  บางโครงสร้างเป็นประโยค   แต่บางโครงสร้างมีลักษณะเป็นกลุ่มคำ เช่น
                                What + a + singular countable noun
                                What a fool!
                                What + a + adjective + singular countable noun
                                What a rude boy!
                                What  + plural countable noun
                                What lovely roses!
                                What  + uncountable noun
                                What delicious soup!
                                What + a + singular countable noun + subject + verb
                                What a mess he made!
                                What + plural countable noun/ mass noun + subject + verb
                                What loud noises they are making!
                                What beautiful hair she has!

                 3)  ประโยคอุทานที่มีโครงสร้างเป็นรูปคำถามปฏิเสธ โดยปิดท้ายประโยคด้วยเครื่องหมาย   !     เช่น
                                Aux. verb + subject + main verb
                                Hasn't he grown! (He has grown a lot.)
                                Be + subject + a/an + adjective + singular countable noun   หรือ
                                Be + subject + adjective + plural countable noun/ mass noun 
                                Wasn't that a good movie!
                                Weren't they smart boys!
                                Wasn't that delicious soup!

       

ย้อนกลับ กลับหน้าแรก